Monthly Archives: November 2015

พระสมเด็จสรงน้ำ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทร์

1441
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันถึง พระสมเด็จ วัดเทพศิรินทร์ กัน ก็คือพระสมเด็จสรงน้ำท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธ โฆษาจารย์ (เจริญ) ญาณวรเถระ ในงานสรงน้ำเจ้าประคุณสมเด็จ ในปีพ.ศ.2484 วาระนี้ท่านพระธัมธัชมุนี ได้ดำริจัดสร้างพระผงสมเด็จสรงน้ำขึ้น เพื่อแจกเป็นพระของขวัญแด่สัทธิวิหาริอันเตวาสิก และท่านที่คุ้นเคยให้ความเคารพนับถือที่มาร่วมทำบุญกุศล ฉลองชนมายุในครั้งนั้น

ในพิธีพุทธาภิเษกพระผงสมเด็จสรงน้ำในครั้งนี้ ท่านเจ้าคุณนรฯ ได้รับอาราธนาให้เป็นพระอาจารย์ร่วมเข้าพิธีปลุกเสกเป็นครั้งแรก ซึ่งท่านเจ้าคุณนรฯ หวังแสดงกตัญญุตาต่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ ปรากฏว่าในการปลุกเสกครั้งนั้นท่านเจ้าคุณนรฯ ได้บริกรรมอธิษฐานจิตเนิ่นนานเป็นพิเศษ พระสมเด็จสรงน้ำ สร้างเป็นรูปพระพุทธประทับนั่งปางสมาธิ สถิตอยู่บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย ภายในซุ้มเรือนแก้ว ที่ด้านหลังมีอักขระขอมความว่า อะ อุ มะ หมายถึงพระรัตนตรัย คือแก้วสามประการ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อักขระบรรทัด สุดท้ายคือ พะ ฆะ อะ เป็นพระนามย่อของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

พระเดชพระคุณพระธัมธัชมุนีได้ขวนขวายหาผงที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้นว่า ผงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผงพระวัดสามปลื้ม และไม้จันทน์แดง จันทน์หอม ได้นำไปให้คุณหมอชิต นภาสรรพ เจ้าของยานัตถุ์หมอมี ใช้เครื่องบดยา บดจนละเอียด แล้วนำไปผสมกับผงวิเศษของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เมตตาลงอักขระโดยดินสอพองโบราณใน ห้องพระ และลบใส่โถเอาไว้ นำมาผสมกับผงวิเศษต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ยังได้นำเส้นเกศาของท่าน เจ้าประคุณสมเด็จฯ ผสมลงไปอีกด้วย

พระสมเด็จฯ สรงน้ำรุ่นแรกนี้ เป็นพระเนื้อผงขาวอมเหลือง ปรากฏมีคราบสีน้ำตาลจับอยู่บนผิวทั้งหน้าและหลังทั่วไป เนื่องจากพระทั้งหมดได้มีการ นำองค์พระลงแช่ในน้ำย้อมแห (ยางมะเกลือ) เพื่อให้รักษาเนื้อพระ พระสมเด็จสรงน้ำรุ่นแรกนี้สร้างจำนวน 30,000 องค์ และยังมีพระคะแนนแบบสองหน้าอีก 500 องค์ พระรุ่นนี้ได้ สร้างแจกในงานสรงน้ำของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ จึงเรียกขานกันว่า “พระสมเด็จสรงน้ำ”

นอกจากรุ่นนี้แล้วยังมีการสร้างต่อมาอีกครั้ง ในคราวสงครามเกาหลี ปีพ.ศ.2493 พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร ทรงกราบเรียนพระธัมธัชมุนี เพื่อขอพระผงสมเด็จรุ่นสรงน้ำ เพื่อไปแจกแก่ทหารที่จะเดินทางไปสู่สมรภูมิในครั้งนั้น แต่พระสมเด็จสรงน้ำรุ่นแรกหมดเสียแล้ว จึงได้จัดสร้างขึ้นมาใหม่โดยใช้มวลสารและสิ่งผสมแบบเดิม สร้างขึ้นจำนวน 8,000 องค์ พระสมเด็จรุ่นเกาหลีนี้ ท่านเจ้าคุณนรฯ ก็ได้รับอาราธนาอีกเป็นครั้งที่ 2 และท่านเจ้าคุณนรฯ ก็ได้ปลุกเสกอยู่นานเป็นพิเศษเช่นเดิม โดยทำพิธีนั่งปลุกเสกอยู่องค์เดียวจนถึง 4 ทุ่มเศษ พระสมเด็จรุ่นเกาหลีนี้ใช้พิมพ์เดียวกันกับรุ่นแรก ข้อแตกต่างอยู่ที่ รุ่นแรกเกาหลีไม่ได้แช่น้ำยางย้อมแห พระจะขาวผ่องไม่ปรากฏคราบสีน้ำตาลเช่น รุ่นแรกครับ

พระสมเด็จสรงน้ำ ในปัจจุบันหายากแล้วครับ พุทธคุณคุ้มครองป้องกันภัยทุกประการ และเมตตามหานิยมความเจริญก้าวหน้า ในวันนี้ผมก็ได้นำรูปพระสมเด็จสรงน้ำ รุ่นแรก วัดเทพศิรินทร์ มาให้ชมกันเช่นเคยครับ

ชมรมพระเครื่อง
แทน ท่าพระจันทร์

เหรียญหลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่นอก จ.กรุงเทพฯ

331
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันถึงเหรียญหลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่ ซึ่งเป็นเหรียญหนึ่งที่นิยมกันมากและจัดเข้าชุดอยู่ในเบญจภาคีเหรียญเช่นกัน ปัจจุบันหายากมากๆ ครับ ประวัติความเป็นมาของเหรียญรุ่นนี้มีอย่างไร จะได้นำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ในปีพ.ศ.2477 ศิษยานุศิษย์ของท่านได้ร่วมกันจัดบุญฉลองอายุของหลวงพ่อขึ้น และในงานนี้ พระครูวินัยธรสวัสดิ์ วัดมหาธาตุฯ ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อพุ่มได้จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อพุ่มขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้ให้ทางโรงงานปั๊มเหรียญประดิษฐ์ภัณฑ์ เป็นผู้ปั๊มเหรียญ จำนวน 1,000 เหรียญ

เพื่อแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่มาร่วมทำบุญอายุในครั้งนั้น เป็นเหรียญรูปไข่หูเชื่อม ข้างกระบอก ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อครึ่งองค์ ด้านหลังเป็นรูปยันต์น้ำเต้าทอง อักขระตัวบนสุดเป็นตัวอุณาโลม อักขระที่อยู่ในยันต์น้ำเต้าทองตัวบนเป็นตัวนะ แถวล่างเป็นมะ อะ อุ เหรียญรุ่นนี้ ด้านหน้ามีแม่พิมพ์เดียว ส่วนด้านหลังมี 2 บล็อก รูปแบบตัวยันต์เหมือนกัน เพียงแต่บล็อกด้านหลังช่างต้องแกะไว้ 2 ตัว เนื่องจาก พอปั๊มไประยะหนึ่งบล็อกด้านหลังจะมักชำรุด

จึงต้องทำบล็อกด้านหลังไว้ เป็น 2 ชุด ด้านหลังจึงเกิดมี 2 แบบ แบบแรกคือยันต์จรดขอบ กล่าวคือตัวอักขระตัวอุณาโลมด้านบนจะมีหางยาวไปจรดขอบของเหรียญ ซึ่งบล็อกนี้เป็นแบบบล็อกนิยม สนนราคาสูงกว่าอีกบล็อกหนึ่ง คือแบบยันต์ไม่จรดขอบ ตัวอักขระ อุณาโลมหางจะยาวไม่จรดขอบของเหรียญ สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ครับ ทั้ง 2 แบบนี้นิยมทั้ง 2 แบบ เพียงแต่แบบยันต์จรดขอบจะมีสนนราคาสูงกว่าเท่านั้นครับ เท่าที่ทราบเหรียญรุ่นแรกนี้สร้างเพียงเนื้อทองแดงเนื้อเดียวเท่านั้นครับ

เหรียญหลวงพ่อพุ่ม มีผู้ใช้คล้องคอเกิดประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งทางด้านอยู่ยงคงกระพัน และแคล้วคลาด เมตตามหานิยม ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมกันมาก สนนราคาในปัจจุบันสูงมากเช่นกันครับ

ในวันนี้ก็ได้นำรูปเหรียญหลวงพ่อพุ่มมาให้ชมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทั้งสองบล็อกครับ

หลวงพ่อโสธร พระพุทธรูป

332
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน หากกล่าวถึง “พระพุทธรูป” ที่ได้รับความนับถือและเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทยต้องยกให้ “หลวงพ่อโสธร” แห่งวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ประทับนั่งสมาธิเพชร พระชงฆ์ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย สูง 6 ฟุต 7 นิ้ว หน้าตักกว้าง 5 ฟุต 6 นิ้ว ศิลปะสมัยอยุธยา มีการโบกปูนทับเข้าใจว่าเพื่อกันข้าศึก

เป็นหนึ่งใน “ตำนานพระพุทธรูปลอยน้ำ” ร่วมกับ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อโตบางพลี หลวงพ่อวัดเขาตะเครา อันลือลั่น

มีทั้งชาวไทยและชาวจีนที่อยู่ในละแวกฉะเชิงเทราพากันไปขอพรแก้บนด้วยละครชาตรี ไข่ต้ม ปรากฏเป็นหลักฐานกว่าร้อยปีมาแล้ว เล่ากันสืบต่อมาว่า ผู้ริเริ่มชื่อ ทรัพย์ โต้โผละครในคลองโสธรมาบนบานเนื่องจากโรคฝีดาษระบาดไปทั่ว ผลปรากฏว่าชาวบ้านบริเวณนั้นแคล้วคลาดปลอดภัยและตัวนายทรัพย์เองก็เจริญรุ่งเรืองด้วยทรัพย์ศฤงคารอย่างมากมาย จึงปวารณาตัวเป็นคณะละครรำถวายแก้บนหลวงพ่อ

แต่เดิมองค์หลวงพ่อโสธรประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถหลังเก่าปะปนกับพระพุทธรูปอื่นอีก 18 องค์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาถวายสักการะ ทรงมีพระราชปรารภถึงความคับแคบ พระจิรปุญโญ (ด. เจียม กุลละวณิชย์) อดีตเจ้าอาวาสจึงริเริ่มรับบริจาคซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อปีพ.ศ.2431 และทรงยกยอดฉัตรทองคำหนัก 77 กิโลกรัม ประดิษฐานเหนือมณฑป เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2539 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงตัดหวายลูกนิมิต เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2549

“วัตถุมงคลของหลวงพ่อโสธร” ขึ้นชื่อลือเลื่องมาทุกยุคทุกสมัย เริ่มตั้งแต่ “เหรียญ พ.ศ.2460” ซึ่งปัจจุบันหายากมาก มีมูลค่านับล้านบาท ไม่นับ พระพุทธรูปบูชา พระโสธรสองหน้า พระกริ่งหลวงพ่อโสธร

ในคราวนี้นับเป็นโอกาสพิเศษอันหาได้ยากยิ่ง เมื่อวัดโสธรฯ โดย พระราชมงคลรังษี เจ้าอาวาส อนุญาตให้วัดสิรินทรเทพรัตนาราม และมูลนิธิสิรินทรราชวิทยาลัย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดสร้างวัตถุมงคลรุ่น “มงคลมหาบารมี 85” เพื่อหารายได้สมทบสร้างอาคารเรียน 100 พระชันษา สมเด็จพระสังฆราช เพื่อถวายเป็นพระกุศล เฉลิมพระเกียรติและเป็นอนุสรณ์สถานแห่งพระเมตตาและพระคุณขององค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีการบวงสรวงเทพยดาฟ้าดินและเททองนำฤกษ์ หน้าพระอุโบสถ วัดโสธรฯ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2556 และประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม 2557 พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 108 รูป เจริญพระพุทธมนต์ พระเกจิคณาจารย์จากทั่วประเทศ 108 รูป นั่งปรกอธิษฐานจิต ณ พระอุโบสถพระโสธรวรารามวรวิหาร

เมื่อเริ่มเปิดจอง (1 ต.ค.) ประชาชนทะลักทลาย ซึ่งมีทั้งพระพุทธรูปบูชา พระกริ่ง เหรียญรุ่นสองหน้า

ขอแนะนำว่าควรรีบจองด่วน เพราะหาโอกาสอย่างนี้อยากเต็มที ที่ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน ทุกสาขาทั่วประเทศครับผม

พันธุ์แท้พระเครื่อง

ราม วัชรประดิษฐ์

พระกรุวัดส่องคบ

พระกรุวัดส่องคบ จังหวัดชัยนาท

745678678

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันถึง กรุพระของวัดหนึ่งในจังหวัดชัยนาท กรุนี้ก็คือ พระกรุวัดส่องคบ ประวัติความเป็นมาของวัดนี้เป็นอย่างไรและมีการขุดพบพระเครื่องอะไรบ้าง เราจะนำมาคุยกันในวันนี้ครับ

วัดส่องคบ เป็นวัดร้างตั้งอยู่ติดกับคูเมืองชัยนาทเก่าทางทิศตะวันตก วัดนี้เดิมชื่อว่า วัดทรงพบ เป็นวัดที่พระเจ้าสามพระยาเสด็จมาถึงตำบลชัยนาทนี้ ทรงเห็นว่าเป็นชัยภูมิดี จึงทรงสร้างเมืองขึ้น เมื่อกำลังสร้างเมือง หรือสร้างเสร็จแล้วก็ทรงสร้างวัดคู่กันไปกับการสร้างเมืองด้วย เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ทรงขนานนามว่า “วัดทรงพบ” เพราะทรงพบสถานที่สร้างเมือง และสร้างวัดเห็นเป็นที่ชัยภูมิดี แต่ประชาชนนิยมเรียกกันต่อมาว่า “วัดส่องคบ” มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า วัดนี้เมื่อขณะที่สร้างอยู่นั้น ทำทั้งวันทั้งคืน จึงมีการจุดไฟส่องคบสว่างไสวอยู่ทุกคืน ชาวบ้านจึงเรียก กันว่า วัดส่องคบ ดังนั้น วัดส่องคบหรือวัดทรงพบนี้จึงเป็นวัดที่สร้างโดยพระเจ้าสามพระยา ต่อมาวัดส่องคบกลับกลายมาเป็นวัดร้างตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดบรมธาตุ บริเวณหัวเขื่อนเจ้าพระยา พระปรางค์และพระเจดีย์ปรักหักพังเหลือเพียงโคกดิน เหลือเพียงหลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธศิลาขนาดใหญ่เป็นพระประธาน

สืบต่อมาในปี พ.ศ. 2494 พระชัยนาทมุนี (นวม) เจ้าคณะจังหวัด ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระครูบริรักษ์บรมธาตุ ได้เปิดกรุได้วัตถุโบราณและพระพิมพ์เนื้อชินพิมพ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันวัดส่องคบได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ โดยมีกุฏิสงฆ์และก่อสร้างพระอุโบสถอันเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร พระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งหลวงพ่อเพชรเป็นพระพุทธรูปศิลาที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ศรัทธาของประชาชน มีผู้คนไปกราบนมัสการเป็นประจำ

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันถึง กรุพระของวัดหนึ่งในจังหวัดชัยนาท กรุนี้ก็คือ พระกรุวัดส่องคบ ประวัติความเป็นมาของวัดนี้เป็นอย่างไรและมีการขุดพบพระเครื่องอะไรบ้าง เราจะนำมาคุยกันในวันนี้ครับ

วัดส่องคบ เป็นวัดร้างตั้งอยู่ติดกับคูเมืองชัยนาทเก่าทางทิศตะวันตก วัดนี้เดิมชื่อว่า วัดทรงพบ เป็นวัดที่พระเจ้าสามพระยาเสด็จมาถึงตำบลชัยนาทนี้ ทรงเห็นว่าเป็นชัยภูมิดี จึงทรงสร้างเมืองขึ้น เมื่อกำลังสร้างเมือง หรือสร้างเสร็จแล้วก็ทรงสร้างวัดคู่กันไปกับการสร้างเมืองด้วย เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ทรงขนานนามว่า “วัดทรงพบ” เพราะทรงพบสถานที่สร้างเมือง และสร้างวัดเห็นเป็นที่ชัยภูมิดี แต่ประชาชนนิยมเรียกกันต่อมาว่า “วัดส่องคบ” มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า วัดนี้เมื่อขณะที่สร้างอยู่นั้น ทำทั้งวันทั้งคืน จึงมีการจุดไฟส่องคบสว่างไสวอยู่ทุกคืน ชาวบ้านจึงเรียก กันว่า วัดส่องคบ ดังนั้น วัดส่องคบหรือวัดทรงพบนี้จึงเป็นวัดที่สร้างโดยพระเจ้าสามพระยา ต่อมาวัดส่องคบกลับกลายมาเป็นวัดร้างตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดบรมธาตุ บริเวณหัวเขื่อนเจ้าพระยา พระปรางค์และพระเจดีย์ปรักหักพังเหลือเพียงโคกดิน เหลือเพียงหลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธศิลาขนาดใหญ่เป็นพระประธาน

สืบต่อมาในปี พ.ศ. 2494 พระชัยนาทมุนี (นวม) เจ้าคณะจังหวัด ครั้งดำรงตำแหน่งเป็นพระครูบริรักษ์บรมธาตุ ได้เปิดกรุได้วัตถุโบราณและพระพิมพ์เนื้อชินพิมพ์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันวัดส่องคบได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ โดยมีกุฏิสงฆ์และก่อสร้างพระอุโบสถอันเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร พระประธานในพระอุโบสถ ซึ่งหลวงพ่อเพชรเป็นพระพุทธรูปศิลาที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ศรัทธาของประชาชน มีผู้คนไปกราบนมัสการเป็นประจำ

การพบพระเครื่องที่วัดส่องคบนี้ ได้พบ พระหลายประเภท เช่น พระลีลา เนื้อชินเงิน ซึ่งมีพุทธศิลปะงดงาม อ่อนช้อย ปัจจุบัน ไม่ค่อย ได้พบเห็น พระ ซุ้มหน้าบัน เนื้อชินเงินและเนื้อดินเผา พระหูยาน เนื้อชินเงิน ปัจจุบันก็หาดูยากเช่นกัน พระซุ้มโพธิ์ เนื้อชินเงิน พระเครื่องที่พบนี้เป็นพุทธศิลปะแบบอยุธยายุคต้นทั้งสิ้น ซึ่งมีความงดงามทางด้านศิลปะ พระลีลาก็มีความอ่อนช้อยพุทธลักษณะแบบสุโขทัย ส่วนพระซุ้มหน้าบันจะมีความล่ำสัน แบบหลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง เป็นลักษณะพระประทับนั่งปางมารวิชัยบนอาสนะ อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว มีฐานค่อนข้างสูง ปัจจุบันก็ไม่ค่อยพบเห็นบ่อยนักครับ

พุทธคุณของพระกรุนี้เด่นทางอยู่ยงคงกระพันและแคล้วคลาด พระลีลานั้นนิยมกันมานานแล้วครับ แต่ก็ค่อนข้างหายาก พระกรุนี้บางท่านอาจจะไม่ค่อยรู้จักกันนัก ในวันนี้ก็เลยนำมาให้ดูกันหลายๆ แบบครับ

ชมรมพระเครื่อง
แทน ท่าพระจันทร์

 

แนะนำอ่านบทความโดย ชุมนุมพระเครื่องตลาดคนรวย