Author Archives: admin

วิปัสสนากรรมฐานคืออะไร

สวัสดีครับวันนี้เรามาเข้าเรื่องธรรมธรรรมโมกันอีกแล้ว วันนี้เราจะมาอธิบายความหมายของคำว่า วิปัสสนากรรมฐาน


วิปัสสนากรรมฐาน เป็นเรื่องของการศึกษาชีวิต เพื่อจะปลดเปลื้องความทุกข์นานาประการ ออกเสียจากชีวิต เป็นเรื่องของการค้นหาความจริงว่า ชีวิตมันคืออะไรกันแน่ ปกติเราปล่อยให้ชีวิต ดำเนินไปตามความเคยชินของมันปีแล้วปีเล่า มันมีแต่ความมืดบอด

วิปัสสนากรรมฐาน เป็นเรื่องของการตีปัญหาซับซ้อนของชีวิต เป็นเรื่องของการค้นหาความจริงของชีวิต ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำมา

วิปัสสนากรรมฐาน เป็นการเริ่มต้นในการปลดเปลื้องตัวเราให้พ้นจากความเป็นทาสของความเคยชิน

ในตัวเรานั้น เรามีของดีที่มีคุณค่าอยู่แล้ว คือ สติสัมปชัญญะ แต่เรานำออกมาใช้น้อยนัก ทั้งที่เป็นของมีคุณค่าแก่ชีวิตหาประมาณมิได้ วิปัสสนาฯ เป็นการระดมเอา สติ ทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวเราเอา ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์์

วิปัสสนากรรมฐาน คือ การอัญเชิญ สติ ที่ถูกทอดทิ้ง ขึ้นมานั่งบัลลังก์ของชีวิต เมื่อสติขึ้นมานั่งสู่บัลลังก์แล้ว จิตก็จะคลานเข้ามา หมอบถวายบังคมอยู่เบื้องหน้าสติ สติจะควบคุมจิต มิให้แส่ออกไปคบหาอารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก ในที่สุดจิตก็จะค่อยคุ้นเคย กับการสงบอยู่กับอารมณ์เดียว เมื่อจิตสงบตั้งมั่นดีแล้ว การรู้ตามความเป็นจริง ก็เป็นผลติดตามมา เมื่อนั้นแหละเราก็จะทราบได้ว่า ความทุกข์มันมาจากไหน เราจะสกัดกั้นมันได้อย่างไร นั่นแหละผลงานของสติละ

ภายหลังจากได้ทุ่มเทสติสัมปชัญญะลงไปอย่างเต็มที่แล้ว จิตใจของผู้ปฏิบัติ ก็จะได้สัมผัสกับสัจจะแห่งสภาวะธรรมต่าง ๆ อันผู้ปฏิบัติไม่เคยเห็นอย่างซึ้งใจมาก่อน ผลงานอันมีค่าล้ำเลิศของสติ สัมปชัญญะ จะทำให้เราเห็นอย่างแจ้งชัดว่า ความทุกข์ร้อนนานาประการนั้น มันไหลเข้ามาสู่ชีวิตของเราทางช่องทวาร ๖ ช่องทวาร ๖ นั้นเป็นที่ต่อและบ่อเกิดสิ่งเหล่านี้คือ ขันธ์ ๕ จิต กิเลส

ช่องทวาร ๖ นี้ ทางพระพุทธศาสนาท่านเรียกว่า อายตนะ อายตนะมีภายใน ๖ ภายนอก ๖ ดังนี้ อายตนะภายในมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอกมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (กาย ถูกต้องสัมผัส) ธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่เกิดจากใจ) รวม ๑๒ อย่างนี้ มีหน้าที่ต่อกันเป็นคู่ ๆ คือ ตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง จมูกคู่กับกลิ่น ลิ้นคู่กับรส กายคู่กับการสัมผัสถูกต้อง ใจคู่กับอารมณ์ที่เกิดกับใจ

เมื่ออายตนะคู่ใดคู่หนึ่ง ต่อถึงกันเข้า จิตก็จะเกิดขึ้น ณ ที่นั้นเอง และจะดับลงไป ณ ที่นั้นทันที จึงเห็นได้ว่า จิตไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน การที่เราเห็นว่าจิตเป็นตัวตนนั้น ก็เพราะว่าการเกิดดับของจิตรวดเร็วมาก การเกิดดับของจิตเป็นสันตติคือ เกิดดับต่อเนื่องไม่ขาดสาย เราจึงไม่มีทางทราบได้ถึงความไม่มีตัวตนของจิต ต่อเมื่อเราทำการกำหนด รูป นาม เป็นอารมณ์ตามระบบวิปัสสนากรรมฐาน ทำการสำรวมสติ สัมปชัญญะอย่างมั่นคง จนจิตตั้งมั่นดีแล้ว เราจึงจะรู้เห็นการเกิด ดับของจิต รวมทั้งสภาวะธรรมต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

การที่จิตเกิดทางอายตนะต่าง ๆ นั้น มันเป็นการทำงานร่วมกันของขันธ์ ๕ เช่น ตากระทบรูป เจตสิกต่าง ๆ ก็เกิดตามมาพร้อมกัน คือ เวทนา เสวยอารมณ์ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญา จำได้ว่ารูปอะไร สังขาร ทำหน้าที่ปรุงแต่ง วิญญาณ รู้ว่ารูปนี้ ดี ไม่ดี หรือ เฉย ๆ กิเลสต่าง ๆ ก็จะติดตามเข้ามาคือ ดีชอบเป็นโลภะ ไม่ดีไม่ชอบเป็นโทสะ เฉย ๆ ขาดสติกำหนดเป็นโมหะ อันนี้เองจะบันดาล ให้อกุศลกรรมต่าง ๆ เกิดติดตามมา ความประพฤติชั่วร้ายต่าง ๆ ก็จะเกิด ณ ตรงนี้เอง

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยเอาสติเข้าไปตั้งกำกับจิตตามช่องทวารทั้ง ๖ เมื่อปฏิบัติได้ผลแก่กล้าแล้ว ก็จะเข้าตัดต่ออายตนะทั้ง ๖ คู่นั้นไม่ให้ติดต่อกันได้ โดยจะเห็นตามความเป็นจริงว่า เมื่อตากระทบรูปก็จะเห็นว่า สักแต่ว่าเป็นแค่รูป ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน บุคคล เรา เขา ไม่ทำให้ความรู้สึกนึกคิดปรุงแต่ง ให้เกิดความพอใจหรือไม่พอใจเกิดขึ้น รูปก็จะดับลงอยู่ ณ ตรงนั้นเอง ไม่ให้ไหลเข้ามาสู่ภายในจิตได้ อกุศลกรรมทั้งหลายก็จะไม่ตามเข้ามา

สติ ที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น นอกจากจะคอยสกัดกั้นกิเลสไม่ให้เข้ามาทางอายตนะแล้ว ยังเพ่งเล็งอยู่ที่รูปกับนาม เมื่อเพ่งอยู่ก็จะเห็นความเกิดดับของรูปนามนั้น จักนำไปสู่การเห็นพระไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตนของสังขาร หรืออัตภาพอย่างแจ่มแจ้ง

การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น จะมีผลน้อยมากเพียงใด อยู่ที่หลักใหญ่ ๓ ประการ

๑. อาตาปี ทำความเพียรเผากิเลสให้เร่าร้อน

๒. สติมา มีสติ

๓. สัมปชาโนมีสัมปชัญญะอยู่กับรูปนามตลอดเวลาเป็นหลักสำคัญ

นอกจากนั้นผู้ปฏิบัติต้องมีศรัทธา ความเชื่อว่าการปฏิบัติเช่นนี้มีผลจริง ความมีศรัทธานี้ เปรียบประดุจเมล็ดพืชที่สมบูรณ์ดีพร้อม ที่จะงอกงามได้ทันทีที่นำไปปลูก ความเพียรประดุจน้ำ ที่พรมลงไปที่เมล็ดพืชนั้น เมื่อเมล็ดพืชได้น้ำพรมลงไป ก็จะงอกงามสมบูรณ์ขึ้นทันที เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจะได้ผลมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ด้วย

การปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติจะต้องเปรียบเทียบดูจิตใจของเราในระหว่าง ๒ วาระ ว่าก่อนที่ยังไม่ปฏิบัติ และหลังการปฏิบัติแล้ว วิเคราะห์ตัวเองว่า มีความแตกต่างกันประการใด

หมายเหตุ เรื่องของวิปัสสนากรรมฐานที่เขียนขึ้นดังต่อไปนี้ จะยึดถือเป็นตำราไม่ได้ ผู้เขียนเขียนขึ้น เป็นแนวปฏิบัติเท่านั้น โดยพยายามเขียนให้ง่ายแก่การศึกษา และปฏิบัติมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้เท่านั้นเอง

จากหนังสือคู่มือการฝึกอบรมพัฒนาจิต วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี โดย พ.ท.วิง รอดเฉย ปี ๒๕๒๙

หลวงปู่ทวด

1284444

ประวัติหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด
สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบสิ้น ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไปกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาอย่างฝังใจ

หลวงพ่อทวดเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เรื่องราวต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมจากหนังสืออ้างอิงหลายเล่มทั้งที่เป็นตำนานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังสือและเอกสารต่างๆ พอจะให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า หลวงพ่อทวดคือใคร เกิดในสมัยใดและได้สร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป

ทารกอัศจรรย์

เมื่อประมาณสี่ร้อยปีที่ผ่านมาในตอนปลายรัชสมัยของพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระตรงกับวันศุกร์ เดือนสี่ ปีมะโรง พุทธศักราช 2125 ได้มีทารกเพศชายผู้หนึ่งถือกำเนิดจากครอบครัวเล็กๆ ฐานะยากจนแร้นแค้น แต่มีจิตอันเป็นกุศล ชอบทำบุญสุนทานยึดมั่นในศีลธรรมอันดี ปราศจากการเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทารกน้อยผู้

นี้มีนายว่า “ปู” เป็นบุตรของนายหู นางจันทร์ ในขณะเยาว์วัย ทารกผู้นั้นยังความอัศจรรย์ให้แก่บิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องทั้งหลาย ด้วยอยู่มาวันหนึ่งมีงูตระบองสลาตัวใหญ่มาขดพันอยู่รอบเปลที่ทารกน้อยนอนหลับอยู่ และงูใหญ่ตัวนั้นไม่ยอมให้ใครเข้ามาใกล้เปลที่ทารกน้อยนอนอยู่เลย จนกระทั่งบิดามารดาของเด็กเกิดความสงสัยว่า พญางูตัวนั้นน่าจะเป็นเทพยดาแปลงมาเพื่อให้เห็นเป็นอัศจรรย์ในบารมีของลูกเราเป็นแน่แท้ จึงรีบหาข้าวตอกดอกไม้และธูปเทียนมาบูชาสักการะ งูใหญ่จึงคลายลำตัวออกจากเปลน้อย เลื้อยหายไป ต่อมาเมื่อพญางูจากไปแล้ว บิดามารดาทั้งญาติต่างพากันมาที่เปลด้วยความห่วงใยทารก ก็ปรากฏว่าเด็กชายปูยังคงนอนหลับอยู่เป็นปกติ แต่เหนือทรวงอกของทารกกลับมีดวงแก้วดวงหนึ่งมีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสี ตาหู นางจันทร์จึงเก็บรักษาไว้ นับแต่บัดนั้นฐานะความเป็นอยู่การทำมาหากินก็จำเริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา

สามีราโม

เมื่อกาลล่วงมานานจนเด็กชายปูอายุได้เจ็ดขวบ บิดาได้นำไปฝากสมภารจวง วัดกุฏิหลวง (วัดดีหลวง) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือเด็กชายปูมีความเฉลียวฉลาดมาก สามารถเรียนหนังสือขอมและไทยได้อย่างรวดเร็ว ครั้นอายุได้ 15 ปี ก็บรรพชาเป็นสามเณรและบิดาได้มอบแก้ววิเศษไว้เป็นของประจำตัว ต่อมาสามเณรปูได้ไปศึกษาต่อกับสมเด็จพระชินเสน ที่วัดสีหยัง (สีคูยัง) ครั้นอายุครบอุปสมบทจึงได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ได้ทำการอุปสมบทมีฉายาว่า “ราโม ธมฺมิโก” แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า “เจ้าสามีราม” หรือ “เจ้าสามีราโม” เจ้าสามีรามได้ศึกษาอยู่ที่วัดท่าแพ วัดสีมาเมือง และวัดอื่นๆ อีกหลายวัด เมื่อเห็นว่าการศึกษาที่นครศรีธรรมราชเพียงพอแล้วจึงขอโดยสารเรือสำเภาเดินทางไปกรุงศรีอยุธยา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร เกิดคลื่นทะเลปั่นป่วน เรือไม่สามารถแล่นฝ่าคลื่นลมไปได้ต้องทอดสมออยู่ถึงเจ็ดวัน ทำให้เสบียงอาหารและน้ำหมดบรรดาลูกเรือตั้งข้อสงสัยว่าการที่เกิดเหตุอาเพศในครั้งนี้เพราะเจ้าสามีราม จึงตกลงใจให้ส่งเจ้าสามีรามขึ้นเกาะและได้นิมนต์ให้เจ้าสามีรามลงเรือมาด ขณะที่นั่งอยู่ในเรือมาดนั้น ท่านได้ห้อยเท้าแช่ลงไปในทะเลก็บังเกิดอัศจรรย์น้ำทะเลบริเวณนั้นเป็นประกายแวววาวโชติช่วง

เจ้าสามีรามจึงบอกให้ลูกเรือตักน้ำขึ้นมาดื่มก็รู้สึกว่าเป็นน้ำจืด จึงช่วยกันตักไว้จนเพียงพอ นายสำเภาจึงนิมนต์ให้ท่านขึ้นสำเภาอีก และตั้งแต่นั้นมาเจ้าสามีรามก็เป็นชีต้นหรืออาจารย์สืบมา

เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ไปพำนักอยู่ที่วัดแค ศึกษาธรรมะที่ วัดลุมพลีนาวาส ต่อมาได้ไปพำนักอยู่ที่วัดของสมเด็จพระสังฆราช ได้ศึกษาธรรมและภาษาบาลี ณ ที่นั้นจนเชี่ยวชาญจึงทูลลาสมเด็จพระสังฆราชไปจำพรรษาที่วัดราชนุวาส เมื่อประมาณ พ.ศ. 2149 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระเอกาทศรถ

รบด้วยปัญญา

กระทั่งวันหนึ่งถึงกาลเวลาที่ชื่อเสียงของหลวงปู่ทวดหรือเจ้าสามีรามจะระบือลือลั่นไปทั่วกรุงสยาม จึงได้มีเหตุพิสดารอุบัติขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ กล่าวคือ สมัยนั้นพระเจ้าวัฏฏะคามินี แห่งประเทศลังกา ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรแหลมทองทางภาคใต้ คิดแก้มือด้วยการท้าพนันแปลธรรมะ และต้องการจะแผ่พระบรมเดชานุภาพมาทางแหลมทอง ใคร่จะได้กรุงศรีอยุธยามาเป็นประเทศราช แต่พระองค์ไม่ปรารถนาให้เกิดศึกสงครามเสียชีวิตแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย จึงทรงวางแผนการเมืองด้วยสันติวิธี คิดหาทางรวบรัดเอากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองขึ้นด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเจ้ากรุงลังกาจึงมีพระบรมราชโองการสั่งให้พนักงาน ท้องพระคลังเบิกจ่ายทองคำบริสุทธิ์แล้วให้ช่างทองประจำราชสำนักไปหล่อ ทองคำเหล่านั้นให้เป็นตัวอักษรบาลีเล็กเท่าใบมะขาม ตามพระอภิธรรมทั้งเจ็ดคัมภีร์ จำนวน 84,000 ตัว จากนั้นก็ทรงรับสั่งให้พราหมณ์ผู้เฒ่าอันมีฐานะเทียบเท่าปุโรหิตจำนวนเจ็ดท่านคุมเรืองสำเภาเจ็ดลำบรรทุกเสื้อผ้าแพรพรรณ และของมีค่าออกเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับปริศนาธรรมของพระองค์

เมื่อพราหมณ์ทั้งเจ็ดเดินทางลุล่วงมาถึงกรุงสยามแล้วก็เข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นของกษัตริย์ตนแก่พระเจ้าเอกาทศรถ มีใจความในพระราชสาส์นว่าพระเจ้ากรุงลังกาขอท้าให้พระเจ้ากรุงสยามทรงแปลและเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับให้เสร็จภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชสาส์นนี้เป็นต้นไป ถ้าทรงกระทำไม่สำเร็จตามสัญญาก็จะยึดกรุงศรีอยุธยาให้อยู่ใต้พระบรมเดชานุภาพของพระองค์ และทางกรุงสยามจะต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองอีกทั้งเครื่องราชบรรณาการแก่กรุงลังกาตลอดไปทุกๆ ปีเยี่ยงประเทศราชทั้งหลาย

พระสุบินนิมิต

เมื่อพระเอกาทศรถทรงทราบความ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้สังฆการีเขียนประกาศนิมนต์พระราชาคณะและพระเถระทั่วพระมหานคร ให้กระทำหน้าที่เรียบเรียงและแปลตัวอักษรทองคำในครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดสามารถเรียบเรียงและแปลอักษรทองคำในครั้งนี้ได้จนกาลเวลาลุล่วงผ่านไปได้หกวัน ยังความปริวิตกแก่พระองค์และไพร่ฟ้าประชาชนต่างพากันโจษขานถึงเรื่องนี้ให้อื้ออึงไปหมด

ครั้นราตรีกาลยามหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระบรรทมทรงสุบินว่า ได้มีพระยาช้างเผือกลักษณะบริบูรณ์เฉกเช่นพระยาคชสารเชือกหนึ่ง ผายผันมาจากทางทิศตะวันตก เยื้องย่างเข้ามาในพระราชนิเวศน์แล้วก้าวเข้าไปยืนผงาดตระหง่านบนพระแท่นพลางเปล่งเสียงโกญจนาทกึกก้องไปทั่วทั้งสี่ทิศ เสียงที่โกญจนาทด้วยอำนาจของพระยาคชสารเชือกนั้นยังให้พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม

รุ่งเช้าเมื่อพระองค์เสด็จออกว่าราชการ ได้ทรงรับสั่งถึงพระสุบินนิมิตประหลาดให้โหรหลวงฟังและได้รับการกราบถวายบังคมทูลว่า เรื่องนี้หมายถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์และพระบรมเดชานุภาพจะแผ่ไพศาลไปทั่วสารทิศเป็นที่เกรงขามแก่อริราชทั้งปวง ทั้งจะมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งจากทางทิศตะวันตก มาช่วยขันอาสาแปลและเรียบเรียงตัวอักษรทองคำปริศนาได้สำเร็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ฟังดังนั้นจึงค่อยเบาพระทัย และรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งมวลออกตามหาพระภิกษุรูปนั้นทันที

อักษรเจ็ดตัว

ต่อมาสังฆการีได้พยายามเสาะแสวงหาจนไปพบ “เจ้าสามีราม” ที่วัดราชานุวาส และเมื่อได้ไต่ถามได้ความว่าท่านมาจากเมืองตะลุง (พัทลุงในปัจจุบัน) เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สังฆการี จึงเล่าความตามเป็นจริงให้เจ้าสามีรามฟังทั้งได้อ้างตอนท้ายว่า “เห็นจะมีท่านองค์เดียวที่ตรงกับพระสุบินของพระเจ้าอยู่หัว จึงใคร่ขอนิมนต์ให้ไปช่วยแก้ไขในเรื่องร้ายดังกล่าวให้กลายเป็นดี ณ โอกาสนี้” ครั้นแล้วเจ้าสามีรามก็ตามสังฆการีไปยังที่ประชุมสงฆ์ ณ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้พนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันควร พราหมณ์ทั้งเจ็ดคนได้ประมาทเจ้าสามีรามโดยว่า เอาเด็กสอนคลานมาให้แก้ปริศนา เจ้าสามีรามก็แก้คำพราหมณ์ว่า กุมารเมื่ออกมาแต่ครรภ์พระมารดา กี่เดือนกี่วันจึงรู้คว่ำ กี่เดือนกี่วันจึงรู้นั่ง กี่เดือนกี่วันจึงรู้คลาน จะว่ารู้คว่ำแก่ หรือจะว่ารู้นั่งแก่ หรือจะว่ารู้คลานแก่ ทำไมจึงว่าเราจะแก้ปริศนาธรรมมิได้ พราหมณ์ก็นิ่งไปไม่สามารถตอบคำถามท่านได้ จากนั้นจึงรีบนำบาตรใส่อักษรทองคำเข้าไปประเคนแก่เจ้าสามีราม

ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า “ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด” ท่านรับประเคนมาจากมือพราหมณ์แล้วนั่งสงบจิตอธิษฐานว่า “ขออำนาจคุณบิดามารดาครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อนและอำนาจเทพยดาที่รักษาพระนครตลอดถึงเทวดาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปลพระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบันดาลจิตใจให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่จะมาขัดขวาง ขอให้แปลพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าสำเร็จสมปรารถนาเถิด”

ครั้นแล้วท่านก็คว่ำบาตรเทอักษรทองคำเริ่มแปลปริศนาธรรมทันที ด้วยอำนาจบุญญาบารมี กฤษดาภินิหารของท่านที่ได้จุติลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา กอปรกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย เดชะบุญญาบารมีในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดาทั้งหลายจึงดลบันดาลให้ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรจากเมล็ดทองคำ 84,000 ตัว เป็นลำดับโดยสะดวกไม่ติดขัดประการใดเลย

ขณะที่ท่านเรียบเรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้ว ปรากฏว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไปเจ็ดตัวคือ ตัว สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์ทั้งเจ็ด พราหมณ์ทั้งเจ็ดก็ยอมจำนวน จึงประเคนเมล็ดทองคำที่ตนซ่อนไว้นั้นให้ท่านแต่โดยดี ปรากฏว่าท่านแปลพระไตรปิฎกจากเมล็ดทองคำสำเร็จบริบูรณ์เป็นการชนะพราหมณ์ในเวลาเย็นของวันนั้น

พระราชมุนี

สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง ทรงมีรับสั่งถวายราชสมบัติให้แก่เจ้าสามีรามให้ครอง 7 วัน แต่ท่านก็มิได้รับโดยให้เหตุผลว่าท่านเป็นสมณะ พระองค์ก็จนพระทัยแต่พระประสงค์อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีความชอบอันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่านในครั้งนี้ จึงพระราชทานสมณศักดิ์ให้เจ้าสามีรามเป็น “พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์” ในเวลานั้น พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์หรือหลวงพ่อทวดได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดราชานุวาส ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นเวลาหลายปี ด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา

โรคห่าเหือดหาย

ต่อจากนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดโรคห่าระบาดไปทั่วเมือง ประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก ประชาชนพลเมืองเดือดร้อนเป็นยิ่งนัก สมัยนั้นหยูกยาก็ไม่มี นิยมใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยพระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมากเพราะไม่มีวิธีใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้ ทรงระลึกถึงพระราชมุนีฯ มีรับสั่งให้อำมาตย์ไปนิมนต์ท่านเจ้าเฝ้า ท่านได้ช่วยไว้อีกครั้งโดยรำลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัยและดวงแก้ววิเศษ แล้วทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมแก่ประชาชนทั่วทั้งพระนคร โรคห่าก็หายขาดด้วยอำนาจ คุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่ง ทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงเลื่อนสมณศักดิ์ท่านขึ้นเป็นพระสังฆราชมีนามว่า “พระสังฆราชคูรูปาจารย์” และทรงพอพระราชหฤทัยในองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงมีรับสั่งว่า “หากสมเด็จเจ้าฯ ประสงค์สิ่งใด หรือจะบูรณะวัดวาอารามใดๆ ข้าพเจ้าจะอุปถัมภ์ทุกประการ”

กลับสู่ถิ่นฐาน

ครั้นกาลเวลาล่วงไปหลายปี สมเด็จเจ้าฯได้เข้าเฝ้า ถวายพระพรทูลลาจะกลับภูมิลำเนาเดิม พระองค์ทรงอาลัยมาก ไม่กล้าทัดทานเพียงแต่ตรัสว่า “สมเด็จอย่าละทิ้งโยม” แล้วเสด็จมาส่งสมเด็จเจ้าฯ จนสิ้นเขตพระนครศรีอยุธยา

ขณะที่ท่านรุกขมูลธุดงค์ สมเด็จเจ้าฯ ได้เผยแผ่ธรรมะไปด้วยตามเส้นทาง ผ่านที่ไหนมีผู้เจ็บป่วยก็ทำการรักษาให้ ตามแนวทางที่ท่านเดินพักแรมที่ใดนั้น ที่นั่นก็เกิดเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพสักการะบูชามาถึงบัดนี้ ได้แก่ที่บ้านโกฏิ อำเภอปากพนัง ที่หัวลำภูใหญ่ อำเภอหัวไทร และอีกหลายแห่ง

สมเด็จเจ้าพะโคะ

ต่อจากนั้น ท่านก็ได้ธุดงค์ไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ อันเป็นจุดหมายปลายทาง ประชาชนต่างซึ่งชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่ และได้พร้อมกันถวายนามท่านว่า “สมเด็จเจ้าพะโคะ” และเรียกชื่อวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะว่า “วัดพะโคะ” มาจนบัดนี้ สมเด็จเจ้าฯ เห็นวัดพระโคะเสื่อมโทรมมาก เนื่องจากถูกข้าศึกทำลายโจรกรรม มีสภาพเหมือนวัดร้างสมเด็จเจ้าฯ กับท่านอาจารย์จวง คิดจะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ยินดีและอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง โปรดให้นายช่างผู้ชำนาญ 500 คน และทรงพระราชทานสิ่งของต่างๆ และเงินตราเพื่อการนี้เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาประมาณ 3 ปี จึงแล้วเสร็จ สิ่งสำคัญในวัดพะโคะหรือ พระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งพระอรหันต์นามว่าพระมหาอโนมทัสสีได้เป็นผู้เดินทางไปอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียสมเด็จเจ้าฯ ได้จำพรรษาเผยแผ่ธรรมที่วัดพะโคะอยู่หลายพรรษา

เหยียบน้ำทะเลจืด

ขณะที่สมเด็จเจ้าฯ จำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะ ครั้งนี้คาดคะเนว่า ท่านมีอายุกาลถึง 80 ปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น 3 คด ชาวบ้านเรียกว่า “ไม้เท้า 3 คด” ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังชายฝั่งทะเลจีน ขณะที่ท่านเดินพักผ่อนรับอากาศทะเลอยู่นั้น ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลียบชายฝั่งมา พวกโจรจีนเห็นท่านเดินอยู่คิดเห็นว่าท่านเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเทียบฝั่งจับท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือ เรือลำนั้นแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนพยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อน จึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน ในที่สุดน้ำจืดที่นำมาบริโภคในเรือก็หมดสิ้น จึงขาดน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยกระหายน้ำเป็นอย่างมาก สมเด็จเจ้าฯ ท่านเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกโจรถึงขั้นที่สุดแล้ว ท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลงแล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกโจรจีนไปได้

เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากพื้นน้ำทะเลแล้วก็สั่งให้พวกโจรตักน้ำตรงนั้นมาดื่มชิมดู พวกโจรจีนแม้จะไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใดจะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วนำท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป

เมื่อสมเด็จเจ้าฯ ขึ้นจากเรือเดินกลับวัด ถึงที่แห่งหนึ่งท่านหยุดพักเหนื่อย ได้เอา “ไม้เท้า 3 คด” พิงไว้กับต้นยางสองต้นอันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้น ลำต้นและกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนไปจากสภาพเดิกกลับคดๆ งอๆ แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่าต้นยางไม้เท้า ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งปรากฏอยู่ถึงทุกวันนี้

สมเด็จเจ้าพะโคะหรือหลวงปู่ทวดครองสมณเพศและจำพรรษาอยู่ที่วัดพะโคะ เป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็นเป็นสุข ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์ ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนตลอดมา

สังขารธรรม

หลังจากนั้นหลายพรรษา สมเด็จเจ้าฯ หายไปจากวัดพะโคะเที่ยวจาริกเผยแผ่ธรรมะไปหลายแห่ง จากหลักฐานทราบว่าท่านได้ไปพำนักที่เมืองไทรบุรี ชาวบ้านเรียกท่านว่า “ท่านลังกา” และได้ไปพำนักที่วัดช้างไห้ ชาวบ้านเรียกท่านว่า “ท่านช้างให้” ดังนี้ ท่านได้สั่งแก่ศิษย์ว่าหากท่านมรณภาพเมื่อใด ขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ ณ วัดช้างให้ด้วย ขณะหามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใดน้ำเหลืองไหลลงสู่พื้นดิน ที่ตรงนั้นให้เอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่มาไม่นานเท่าไร ท่านก็ได้มรณภาพลงด้วยโรคชรา ปวงศาสนิกก็นำพระศพมาไว้ที่วัดช้างให้ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี สถานที่ที่สมเด็จเจ้าฯ เคยพำนักอยู่ หรือไปมา นับได้ดังนี้ วัดกุฎิหลวง วัดสีหยัง วัดเสมาเมือง นครศรีธรรมราช กรุงศรีอยุธยา วัดพะโคะ วัดเกาะใหญ่ วัดในไทรบุรี และวัดช้างให้+ ปัจฉิมภาค+ สมเด็จเจ้าฯ ในฐานะพระโพธิสัตว์หน่อพระพุทธภูมิ ผู้ทรงศีลวิสุทธิทรงธรรมและปัญญาญาณอันล้ำเลิศ กอปรด้วยกฤษดาภินิหารและปาฏิหาริย์ไม่ว่าท่านจะพำนักอยู่สถานที่ใด ที่นั่นจะเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ว่าท่านจะจาริกไป ณ ที่ใด ก็จะมีคนกราบไหว้ฟังธรรม หลักการปฏิบัติของท่านเป็นหลักสำคัญของพระโพธิสัตว์คือช่วยเหลือประชาชนและเผยแพร่ธรรมะให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ สมดังคำว่า “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” ตลอดไป

แนะนำรถหรู VOLVO V40 วอลโว่ วี40

นำเสนอรถยนต์แฮทซ์แบคสุดหรู ของค่ายวอลโว่ นั่นคือ รถยนต์ VOLVO V40 วอลโว่ วี40 รถยนต์นั่ง 5 ประตู รูปร่างโดดเด่นปราดเปรียว ราคาไม่เกินสองล้านบาท เป็นรถยนต์ที่โฉบเฉี่ยวมีสไตล์สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น

รถยนต์ VOLVO V40 เครื่องยนต์เบนซิน T5 แบบ 5 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร 213 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเกียร์อัตโนมัติหกสปีด รองรับกับการใช้น้ำมัน เบนซิน 95 แก๊สโซฮอลล์ 91 แก๊สโซฮอลล์ 95 E10 E20

ขับเคลื่อนล้อหน้า 1,984 ซีซี มีมิติความยาว 4369 มิลลิเมตร ความกว้าง 1783 มิลลิเมตร ความสูง 1420 มิลลิเมตร

เป็นรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีทีเดียวไม่ว่าจะภายนอกหรือภายใน เรามาดูรูปสวยๆภายนอกกันดีกว่าค่ะ

รูปภายนอกของรถยนต์ VOLVO V40 วอลโว่ วี40

volvo-v40-1-vert

ภายในของรถยนต์ VOLVO V40 วอลโว่ วี40 ซึ่งภายในมีความกว้างขวาง เครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน ห้องเก็บสัมภาระกว้างขวาง บรรจุของได้มาก นอกจากนี้ยังมีช่องใส่ของกระจุกกระจิกเช่นช่องใส่แว่นตา ใส่ปากกา กระดาษทิชชู

volvo-v40-13-vert

รถยนต์ VOLVO V40 วอลโว่ วี40 มีอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยดังนี้

-ห้องโดยสารที่เสริมความแข็งแรง
-โครงสร้างด้านหน้าที่ดูดซับพลังงาน ซึ่งลดแรงกระแทกที่มีต่อคนขับและผู้โดยสาร
-ระบบป้องกันการกระแทกด้านข้าง
-เข็มขัดนิรภัยที่มีกลไกแบบดึงกลับ
-ถุงลมนิรภัยสองจังหวะสำหรับคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
-สวิตช์ตัดการทำงานของถุงลมนิรภัยของผู้โดยสาร
-มีถุงลมนิรภัยด้านข้าง
-มีม่านนิรภัย
-ห้องโดยสารภายในดูดซับพลังงาน
-มีพนักพิงศรีษะและเบาะป้องกันการลื่นไถล
นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาความปลอดภัย
-มีสัญญาณเตือน สัญญาณนี้จะทำงานเมื่อมีการเคลื่อนไหวภายในรถหรือเมื่อมีการทุบกระจก
-สัญญาณฉุกเฉินควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล
-ระบบเซ็นทรัลล็อกควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล
-ระบบไฟส่องสว่างนำทางเข้าบ้านและรถ
-กระจกมองข้างแบบพับได้ด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟส่องขึ้น
-สลักเกลียวล้อแบบล็อกได้

VOLVO V40 [วอลโว่ วี40] ราคา 1,820,000 บาท

ท่านสามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆของรถยนต์ VOLVO V40 วอลโว่ วี40 ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

Honda จัดหนัก เตรียมติดตั้ง ECO Sticker

สาวก Honda พร้อมกันแล้วหรือยังครับสำหรับการจัดหนักจัดเต็มของทาง Honda ที่จะเตรียมติดตั้งระบบสติ๊กเกอร์ ECO Sticker อ่างงกันใช่ไหมครับว่าระบบสติ๊กเกอร์ ECO Sticker คืออะไร ECO Sticker คือสติ๊กเกอร์ข้อบังคับของทางภาครัฐที่จะต้องติดตั้งเข้าไว้สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ๆทุกรุ่นครับ เพื่อแสดงข้อมูลให้ลูกค้าทราบเมื่อซื้อรถยนต์ใหม่เพื่อเป็นการประกอบการซื้อ เมื่อรับรถไปแล้ว เจ้าของรถก็สามารถลอกออกได้ครับ สติ๊กเกอร์ ECO Sticker จะมีบอกข้อมูลแสดงการประหยัดพลังงาน ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และรวมถึงแสดงมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความปลอดภัยในทุกรุ่น และทุกคันของทาง Honda สำหรับขนาดป้ายก็จะเท่ากับกระดาษ A4 โดยตำแหน่งติดจะไว้ที่กระจกหน้าต่างหลังซ้ายที่ป้ายสติ๊กเกอร์ ECO Sticker จะบ่งบอกถึงข้อมูลลักษณะ 4 ประการ คือ

1. ข้อมูลผู้ผลิต ผู้นำเข้า

2. ข้อมูลพื้นฐานของรถยนต์ ยี่ห้อ รุ่น แบบ หมายเลขตัวถัง รหัสโครงรถ รหัสเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ น้ำหนักรถ ขนาดยาง จำนวนที่นั่ง ประเภทเชื้อเพลิงที่สามารถใช้ได้ และโรงงานที่ผลิต

3. อุปกรณ์ที่ติดตั้งจากโรงงาน

4. ข้อมูลแสดงสมรรถนะของรถยนต์ตามมาตรฐานสากลของสหประชาชาติ ได้แก่ อัตราการใช้น้ำมันอ้างอิง อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มาตรฐานมลพิษ มาตรฐานความปลอดภัย
honda-accord-4-vert

MERCEDES-BENZ GL-CLASS เมอร์ซิเดสเบนซ์ จีแอล คลาส

สวัสดีค่ะวันนี้นำเสนอรถยนต์สปอร์ตผสมผสานกับความบึกบึนนั่นคือ รถยนต์ MERCEDES-BENZ GL-CLASS

เป็นรถยนต์ออฟโรด ซึ่งมาในราคา 8,990,000 บาท มีข้อมูลทางเทคนิค คือ GL 350 Blue TEC AMG Premium การจัดเรียงกระบอกสูบ วี6 ปริมาตรกระบอกสูบ 2987 ซีซี ใช้น้ำมันดีเซล ขับเคลื่อนสี่ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 7 เกียร์เดินหน้า 7 G-tronic Plus

รูปโฉมภายนอกที่สวยงามดูบึกบึน มีความแข็งแกร่ง ซึ่งมีอุปกรณ์ภายนอกดังนี้

-ใบปัดน้ำฝนทำงานอัตโนมัติพร้อมเซ็นเซอร์วัดปริมาณน้ำฝน
-ไฟหน้าแบบไบซีนอนพร้อมระบบฉีดน้ำทำความสะอาดไฟหน้า
-ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ
-ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย
-ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง
-ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
-ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED
-ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟเบรกและไฟท้ายแบบ LED
-กระจกมองข้างปรับระดับและพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า
-กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ
-กระจกกรองแสงรอบคัน
-กระจังหน้าลายสองแถบพร้อมสัญลักษณ์เมอร์ซิเดสเบนซ์
-หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า
-ราวหลังคาอลูมิเนียม
-ระบบปิดประตูท้ายอัตโนมัติ
-กุญแจรีโมทคอนโทรลควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ
-ระบบรักษาสมดุลของตัวถังขณะเข้าโค้งและขับขี่แบบออฟโรด
-ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมปะทะด้านข้าง
-ระบบช่วยปิดประตูด้วยระบบไฟฟ้า
-ระบบกันสะเทือน Airmatic
-กันชนหน้าและหลังดีไซน์สปอร์ตจาก AMG พร้อมตกแต่งด้วยโครเมียม
-บันไดข้างแบบสปอร์ต
-ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียมสองท่อ
-ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน
-สัญลักษณ์เมอร์ชิเดสเบนซ์บนคลิปเปอร์เบรกหน้า
-แผ่นรองกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง
-ล้ออัลลอยด์ดีไซน์สปอร์ตลาย 5 ก้านคู่ 21 นิ้ว

รูปภายนอกและภายในของรถยนต์ MERCEDES- BENZ GL –CLASS

mercedes-ben-gl-class-1-vert
ภายในกว้างขวางสะดวกสบายซึ่งมีอุปกรณ์ภายในดังนี้

-ฟังก์ชั่น Eco start/stop
-เบาะหุ้มหนัง
-เบาะคู่หน้าปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำสำหรับตำแหน่งที่นั่ง พวงมาลัยและกระจกมองข้าง
-เบาะที่นั่งแถวสามพับได้ด้วยระบบไฟฟ้า
-เบาะแถวสองพับได้แบบ 1/3 และ 2/3 ด้วยระบบไฟฟ้า
-พวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa สลับลายไม้
-ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติหน้าหลัง
-พนักวางแขนเบาะหน้าพร้อมช่องเก็บของ
-ที่วางแก้วน้ำแบบควบคุมอุณหภูมิ
-ระบบกุญแจ Keyless-Go
-ระบบ command online ควบคุมการทำงาน วิทยุ ดีวีดี เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตพร้อม controller และระบบนำทาง
-เครื่องเล่นดีวีดีแบบหกแผ่น
-ระบบเสียงรอบทิศทาง
-ระบบสั่งการด้วยเสียง เฉพาะภาษาอังกฤษ
-ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่
-ระบบเชื่อมต่อสื่อบันเทิง
-ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบสามสี
-กระจกหน้าต่างปรับขึ้นลงด้วยระบบไฟฟ้า
-ลายไม้ที่คอนโซลกลางและแผงข้างประตู
-แผ่นปิดสัมภาระท้าย

หลวงพ่อแดง วัดแหลมสอ

1555416666
พระดีแห่งเมืองร้อยเกาะ “สุราษฎร์ธานี” อีกรูปหนึ่งนาม หลวงพ่อแดง ติสฺโส แห่งวัดแหลมสอ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งกิตติประวัติที่เล่าขานสืบกันมาถึงเรื่องราวแห่งอัตโนประวัติของท่านมากด้วยสีสันยิ่งนัก
ดังเรื่องราวที่นางเจี้ยว ผู้มีถิ่นฐานอยู่ที่บ้านบางเก่า วันหนึ่งมีเหตุเดินทางไปยังอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช นางได้เห็นหลวงพ่อแดง ติสฺโส บิณฑบาตอยู่ที่อำเภอขนอม ครั้นในวันเดียวกันนั้นได้เดินทางไปยังเกาะราบ และได้พบหลวงพ่อแดง ติสฺโส จึงแปลกใจยิ่งนัก จึงได้สอบถามชาวบ้าน ซึ่งต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อเช้าหลวงพ่อแดง ติสฺโส บิณฑบาตอยู่ที่เกาะราบมิได้ไปที่ไหน
หรือเรื่องเดินบนผิวน้ำ ที่เล่ากันว่า ปกติแล้วนั้น หลวงพ่อแดง ติสฺโส จะเดินทางด้วยเรือชักใบลำเล็กๆ ของท่าน แต่มีอยู่วันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อแดง ติสฺโส กำลังแล่นเรืออยู่กับนายอิ่ม ซึ่งพิการขาเป๋ ขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ระหว่างเกาะกะแตนกับเกาะสมุย เรือของท่านก็บังเกิดล่มจมลง ตรงบริเวณนั้นน้ำจะลึกประมาณไม่น้อยกว่า 7 วา หลวงพ่อแดง ติสฺโส ได้ร้องบอกให้นายอิ่มยืนขึ้น ปรากฏว่านายอิ่มสามารถยืนในน้ำได้ครึ่งร่าง ส่วนหลวงพ่อแดง ติสฺโส สามารถเดินบนผิวน้ำได้
เรื่องราวแห่งปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อแดง ติสฺโส ที่ยังคงเล่าขานกันยังมีอยู่อีกหลายเรื่อง ดังเรื่องที่นายชม โอชารส ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลหน้าเมือง มาแอบจับตามองหลวงพ่อแดง ติสฺโส ที่ชาวบ้านเล่าขานกันว่า สมัยที่หลวงพ่อแดง ติสฺโส จำพรรษาอยู่ที่วัดน้ำรอบ บริเวณรอบๆ วัดจะมีน้ำล้อมโดยรอบ การเดินทางจะต้องข้ามฟากด้วยเรือ แต่ปรากฏว่าหลวงพ่อแดง ติสฺโส ท่านข้ามมาโดยไม่ต้องอาศัยเรือ และจีวรไม่เคยเปียกน้ำแต่อย่างใดเลย จึงเป็นที่สงสัยของชาวบ้านยิ่ง จึงเฝ้าจับตามองดูว่า หลวงพ่อแดง ติสฺโส ท่านข้ามฟากมาด้วยวิธีการใด
วันหนึ่งผู้ใหญ่ชม โอชารส ซึ่งแอบซุ่มเฝ้ามองดูอยู่ เห็นหลวงพ่อแดง ติสฺโส ยืนอยู่ริมฝั่งวัดน้ำรอบ แต่เพียงพริบตาเดียวหลวงพ่อแดง ติสฺโส ก็มายืนอยู่ทางด้านฝั่งเดียวกับผู้ใหญ่ชม โดยที่จีวรไม่เปียกน้ำเลย ครั้นถามไถ่หลวงพ่อแดง ติสฺโส ว่าท่านข้ามมาอย่างใด ก็ได้รับคำตอบว่า นั่งเรือมา แต่มองไปก็ไม่พบเรือสักลำ
หรือเรื่องที่นายจันทร์ เพชรศรี ได้ประสบพบมา เมื่อครั้งนำอาหารไปถวายหลวงพ่อแดง ติสฺโส ที่วัดแหลมสอ เมื่อเปิดประตูกุฏิไปหาพบเห็นหลวงพ่อแดง ติสฺโส ไม่ จึงเอาปิ่นโตแขวนไว้ที่หน้ากุฏิแล้วนั่งคอยก็ไม่เห็นหลวงพ่อแดง ติสฺโส มาสักที จึงได้ไปปลดปิ่นโตเพื่อนำไปไว้ในกุฏิ เมื่อเปิดประตูกุฏิก็เห็นหลวงพ่อแดง ติสฺโส นั่งอยู่ ครั้นถามท่านก็ตอบว่าไม่ได้ไปไหนนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เช้าแล้ว
อีกรายหนึ่งที่ประสบพบเห็นหลวงพ่อแดง ติสฺโส ล่องหนหายตัว คือ นายนอบ ทวยเจริญ และพรรคพวก ได้พบหลวงพ่อแดง ติสฺโส บริเวณแหลมละไม ซึ่งท่านได้มาให้คนเลื่อยไม้เพื่อต่อเรือระมาด ตัวท่านนั่งอยู่บริเวณปากถ้ำ นายนอบ ทวยเจริญ กับเพื่อนๆ เห็น จึงขึ้นไปเพื่อจะถามไถ่ถึงควายชนว่าตัวไหนจะชนะ เพื่อจะได้ไปแทงพนัน แต่พอไปถึงบริเวณที่ท่านนั่งอยู่กลับไม่พบเห็นหลวงพ่อแดง ติสฺโส แม้จะตามหาทั่วบริเวณก็หาพบไม่
หรือแม้แต่การถ่ายรูปหลวงพ่อแดง ติสฺโส หากไม่ขออนุญาตท่านเสียก่อน ก็ไม่สามารถถ่ายติดรูปท่านได้ นับเป็นที่แปลกอัศจรรย์ และมีผู้พบประสบมาหลายรายแล้ว
สำหรับเหรียญหลวงพาอแดง แหลมสอ รุ่นแรกนั้น ของเก๊ไดพัฒนาฝีมือมาใกล้เคียงจากของแท้ ซึ่งด้วยสาเหตุที่ว่า พระของท่านมีประสบการณ์ ทำให้การค้นหา และความต้องการ มีมากกว่า จำนวนพระที่มีอยู่ครับ เราสามารถทีจะแยกพิมพ์ได้ดังนี้
1.พิมพ์มีเส้นคอ กล่าวคือ เป็นพิมพ์ที่น้อยที่สุด ปรากฏเส้นขนแมว ใต้กรามด้านซ้ายมือขององค์พระ(ขนานกับขอบสังฆาฏิ) ซึ่งต้องตะแคงส่องถึงจะมองเห็น
2.พิมพ์ไม่มีเส้นใต้คอ ซึ่งก็เล่นราคาไม่แตกต่างกันมากนักครับ เพราะเป็นพระที่ปั๊มจากแม่พิมพ์เดียวกัน
3.พิมพ์”ตัว นะ มีจุด”กล่าวคือ เป็นพิมพ์ที่มีจุดบนตัว”นะ”ด้านหลังเหรียญ เนื้อโลหะ จะแก่ทองแดงอมเหลืองกว่าพิมพ์ที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนวิธีการดูว่าเหรียญเก๊ หรือแท้นั้น เอาจุดตายที่ของเก๊ยังทำไม่ได้นะครับ คือ ด้านหลังเหรียญจะมีเส้นขนแมว”เป็นแนวนอน เต็มหลังเหรียญ เป็นเส้นขนแมวที่เกิดจากแรงกระแทก เป็นเส้นเล็กๆเรียงถี่ยิบเต็มหลังเหรียญครับ ส่วนพิมพ์”หลัง นะ จุด นั้น ให้ดูที่เนื้อโลหะ อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นครับ

ลมปาก

827828282

บรรดาอวัยวะของคนเรานั้น เมื่อพูดถึงความสำคัญก็สำคัญทุกอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากนั้นคือปาก ปากมีหน้าที่เป็นกองสื่อสารอย่างหนึ่ง มีหน้าที่เป็นที่ลำเลียงอย่างหนึ่ง เพราะเราจะรู้ความประสงค์หรือเรื่องราวของกันและกันได้ก็ต้องอาศัยปากเป็นกองสื่อสารให้ ส่งภาษาให้กันฟังรู้เรื่อง และเราเจริญเติบโตเป็นผู้เป็นคนก็ต้องอาศัยปากกินอาหารลำเลียงส่งอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายหล่อเลี้ยงชีวิต

ข้อว่าปากเป็นกองสื่อสารคือทำหน้าที่ติดต่อให้ถึงกัน ก็คือทำหน้าที่พูดส่งภาษาให้กันฟัง ซึ่งมีทั้งดีทั้งร้าย โดยมีลักษณะเป็นยอดอาวุธ เมื่อกล่าวถึงอาวุธแล้ว อาวุธใดๆ ก็ตามในโลกนี้ จะวิเศษล้ำเลิศไปกว่าอาวุธคือปากเป็นไม่มี เราจะใช้พูดให้เป็นหรือให้ตายก็ได้ ลิ้นคนมักตัดคอคน ลิ้นคนทำคนบาดเจ็บมากกว่าดาบ บาดแผลเกิดขึ้นแล้วยังมีวันหาย แต่ความเจ็บใจเพราะลิ้นบาดนั้นยากมากที่จะหาย คำสั่งคำเดียวออกจากปลายลิ้น ย่อมเป็นยมราชแห่งชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ พูดสั้นๆ จะตายก็อยู่ที่ปลายลิ้น จะมีศรีสง่าก็อยู่ที่ปลายลิ้น แม้จะผูกมิตรพวกพ้องไว้ได้ก็อยู่ที่ปลายลิ้น

เมื่อกล่าวถึงลมแล้ว ลมมีอยู่สองอย่างคือ

1. ลมบก เช่น ลมทะเล ลมใต้ฝุ่น เป็นต้น

2. ลมปาก ปากของคนเรานั้นถือว่าเป็นยอดลม ลมที่เขาร่ำลือกันว่าร้ายแรงหนักหนา สามารถพัดพาเอาอาคารบ้านเรือนให้ปลิวกระจุยกระจายไปได้ แต่ก็ยังสู้ลมปากไม่ได้ ลมปากนี้ถึงบทดีก็ดีเหลือหลาย ถึงบทร้ายก็ร้ายฉกาจฉกรรจ์ ลมปากดีเปล่งออกมาแม้เพียงคำเดียวก็มีค่าควรเมืองเกิดเป็นเงินเป็นทอง สามารถให้คนมีความรักใคร่เคารพนับถือกัน ให้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้ากัน และสามารถพัดให้คนวิวาทกันกลับเป็นมิตรกันได้ ส่วนลมปากพ่นพิษออกมาแม้เพียงคำเดียว สามารถทำให้เกิดการทะเลาะกัน ไม่สามัคคีกัน ฉะนั้นลมนอกที่ว่าแรงยังสู้ลมปากคนไม่ได้

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปากของคนเราไว้ 3 ประเภท คือ

1. คูถภาณี คนปากเหม็น คือ คนที่เห็นแก่ตัวเอง ไม่เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ลาภเล็กๆ น้อยๆ เมื่อถูกถาม แม้ไม่รู้ก็บอกว่ารู้ หรือรู้อยู่ก็บอกว่าไม่รู้ เป็นคนพูดไม่จริงทั้งๆ ที่รู้

2. ปุปผภาณี คนปากหอม คือ คนที่ไม่เห็นแก่ตัว และไม่เห็นแก่ลาภสักการะเพียงเล็กน้อย เมื่อถูกถามแม้ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้เห็นอย่างไรก็บอกไปอย่างนั้น

3. มธุภาณี คนปากหวาน คือ คนพูดวาจาดีงามไพเราะเพราะพริ้งอ่อนหวานสละสลวย ชวนให้คนอื่นชอบฟัง รักใคร่พอใจ

อีกประเภทหนึ่ง คนปากอัปมงคล ซึ่ง ชอบพูดแต่วาจาทุพภาษิต คือพูดชั่วฆ่าตัวเอง เช่น พูดเกินตัว พูดแข็งกระด้าง พูดกระทบกระแทก พูดเหน็บแนม พูดเสียดสีให้เขาได้รับความเจ็บใจ พูดยุยงให้เขาแตก แยกกัน เป็นต้น คนเช่นนี้ ปากเป็นอัปมงคล เป็นผู้ไม่ควรจะสนทนาปราศรัย ลักษณะปากอัปมงคลนี้ คือ ปากทุจริตนั่นเอง คนชนิดนี้เมื่อจะกล่าวแล้วมี 4 จำพวก คือ

1. คนปากปด คือ ชอบพูดแต่คำไม่จริง เช่น พูดคำจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง พูดหลอกลวงบ้าง พูดอำพรางอันเป็นการหักล้างประโยชน์อันจะพึงได้ ท่านแสดงเหตุแห่งการพูดปดไว้ถึง 9 ประการ คือ

1.1. พูดปดเพราะจะให้ต้นพ้นภัย

1.2. พูดปดเพราะจะเลี่ยงเอาชีวิตรอด

1.3. พูดปดเพราะจะเปลื้องตนจากการเบียดเบียนของมนุษย์

1.4. พูดปดเพราะจะเอาชนะ

1.5. พูดปดเพราะไว้อำนาจ

1.6. พูดปดเพราะจะแก้ความมัวหมองของตนเอง

1.7. พูดปดเพราะจะถูกจำจอง

1.8. พูดปดเพราะพูดเหลาะแหละ

1.9. พูดปดเพราะจะให้คนตั้งอยู่ในความดี

2. คนปากส่อเสียด คือ คนชอบพูดยุยงให้คนสองฝ่ายแตกร้าวกัน

3. คนปากหยาบ คือ คนชอบพูดให้ผู้ถูกว่าได้รับความเจ็บใจ

4. คนปากเพ้อเจ้อ คือ คนชอบพูดเหลวไหล พูดฟุ้งเฟ้อเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนัก ไม่รู้จักเวลาที่ควรพูด ไม่พูดอาศัยธรรม อาศัยหลักการหรือหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลายควรสำรวมระวังในการที่จะพูด และควรพูดแต่คำที่เป็นประโยชน์ คำที่สร้างความสมานฉันท์ คำที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม ก็จะทำให้ครอบครัวก็ดี สังคมก็ดี แม้แต่ประเทศชาติของเราก็ดี จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองต่อไป

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

แม่ในความหมายอันลึกซึ้ง

912780

แม่ในความหมายอันลึกซึ้ง

แม่ มีความหมายอันลึกซึ้งคือว่าแม่คือผู้สร้างโลกมนุษย์โดยแท้จริง เช่นที่เราเอามาเรียกว่า แม่พระธรณี แม่พระคงคา เราควรรู้โดยนัยนี้ที่ว่า แม่เป็นแดนเกิดของทุกสิ่ง

Honda Accord Hybrid วันที่ 28 กค.59

741987893129473574
Honda Accord Hybrid สัมผัสการเสริมแต่งใหม่เช่น สปอยเลอร์หลัง , เสาอากาศครีบฉลาม หลังคาซันรูฟ เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าระบบ One Touch ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วและขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีเบจ/น้ำตาล สะดวกสบายด้วยสวิตซ์ควบคุมโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เทคโนโลยีใหม่ที่มีชื่อว่า Honda SENSING ดังนี้
Adaptive Cruise Control (ACC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่าง

Collision Mitigation Braking System (CMBS) ระบบเตือนการชนด้านหน้าและตรวจจับคนเดินถนนด้วยกล้องและ เรดาห์พร้อมระบบช่วยเบรก แจ้งเตือนผ่านหน้าจอและส่งเสียงสัญญาณ พร้อมการสั่นเตือนที่พวงมาลัย และช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ –

Road Departure Mitigation with Lane Departure Warning (RDM with LDW) ระบบแจ้งเตือนและช่วยเหลือเมื่อรถออกนอกเส้นทาง ส่งสัญญาณเตือนและการสั่นเตือนที่พวงมาลัย และเมื่อรถเบี่ยงออกนอก ช่องจราจรมากยิ่งขึ้นระบบจะช่วยหน่วงพวงมาลัย และระบบเบรกจะทำงาน เพื่อชะลอความเร็ว

Lane Keeping Assist System (LKAS) ระบบแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องจราจร ส่งสัญญาณเตือนและการสั่นเตือนที่พวงมาลัย รวมถึงช่วยหน่วงพวงมาลัย

โปร Nissan X-Trail ถึง 30 มิถุนายน 2559

All-New-Nissan-X-Trail-9115654

นิสสัน จัดให้กับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรถยนต์เอสยูวียอดนิยม Nissan X-Trail พร้อมต้อนรับหน้าฝนเดือนมิถุนายน 2559 ให้คุณเป็นเจ้าของรถยนต์ เอ็กซ์เทล อย่างๆผ่านโปรโมชั่นเด็ดๆ
โปรโมชั่นพิเศษ Nissan X-Trail เลือกข้อใดข้อหนึ่ง

(1) อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0.99% (เงินดาวน์ 25% ระยะเวลาผ่อนชำระ 24-48 เดือน)

(2) ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี และ

(I) “Nissan Easy Pay” ผ่อนเริ่มต้นเพียง 9,999 บาท (ช่วงแรก (งวดที่ 1-48), เงินดาวน์ 30%, คำนวณจากรุ่น 2.0 S 2WD CVT ราคา 1,239,000 บาท)

หรือ

(II) ฟรี ค่าบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)**

* ข้อเสนอนี้สำหรับลูกค้าที่เช่าซื้อกับบริษัท นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น และเฉพาะผู้แทนจำหน่ายฯ ที่ร่วมโครงการ

** เป็นค่าแรงและค่าอะไหล่ตามตารางค่าบำรุงรักษาที่บริษัทฯกำหนด (ไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง อาทิ เช่น ผ้าเบรก ยางรถยนต์ ใบปัดน้ำฝน แบตเตอรี่ รวมถึง สายพานต่างๆ เป็นต้น)